ความสัมพันธ์จะดีได้จำเป็นต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน โดยกำหนดอย่างถูกต้องทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว หรือ ส่วนรวมที่เปิดให้กับคนอื่น เพื่อให้มีความเข้าใจ และ เคารพซึ่งกันและกัน การทำแบบนี้จะสามารถรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ได้นาน และ ยั่งยืนมากกว่า
เพราะจะไม่มีการถูกละเมิด หรือ ละเลยความเป็นส่วนตัว มีความอิสระ แต่ก็ยังมีพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย ระหว่างความสัมพันธ์อยู่
วิธีการตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์
ทำความเข้าใจตัวเองก่อน
ก่อนที่จะสามารถตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อนว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร เช่น การรักษาความเป็นส่วนตัว, ความต้องการทางอารมณ์ หรือการต้องการพื้นที่ส่วนตัว
เพราะถ้ายังไม่มีความเข้าใจตัวเองที่ดีพอ การกำหนดขอบเขตจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย เพราะเราจำเป็นต้องกำหนดในสิ่งนั้นๆด้วยตัวเองตามความต้องการ ไม่ใช่กำหนดไปมั่วเหมือนลงเงินซื้อหวยไวแล้วหวังว่าจะออกเลขที่เราเลือก
- ตัวอย่าง: ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อทำกิจกรรมที่ชอบ หรืออยากให้มีพื้นที่บางอย่างที่ไม่ต้องมีคนเข้ามาแทรกแซง คุณสามารถตั้งขอบเขตได้ว่า “ฉันต้องการเวลาเงียบๆ ทุกวันประมาณ 30 นาที เพื่อทำสิ่งที่ฉันรัก”
สื่อสารความต้องการอย่างชัดเจน
เมื่อคุณเข้าใจสิ่งที่ต้องการและรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ ควรสื่อสารความต้องการเหล่านั้นกับคู่ของคุณอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
- ตัวอย่าง: “ฉันรู้สึกดีเมื่อเรามีเวลาทำกิจกรรมด้วยกัน แต่ก็อยากมีเวลาในแต่ละวันที่สามารถใช้ทำสิ่งที่ฉันชอบโดยไม่ต้องถูกขัดจังหวะ”
เคารพความต้องการของคู่ของคุณ
การตั้งขอบเขตไม่ได้หมายความว่าเราจะทำทุกอย่างตามใจตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องมีการรับฟังและเข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายด้วย
- ตัวอย่าง: ถ้าคู่ของคุณต้องการความใกล้ชิดหรือการใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น คุณอาจต้องปรับตัวให้สมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับการให้เวลาและความสนใจ
ตั้งขอบเขตในเรื่องของเวลาและการจัดการกิจกรรม
การตั้งขอบเขตในเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าเวลาของแต่ละคนมีค่าและไม่ควรถูกเบียดเบียนจนเกินไป
- ตัวอย่าง: “ตอนนี้ฉันต้องการเวลาส่วนตัวในช่วงสุดสัปดาห์ เพราะมันเป็นเวลาที่ฉันใช้เพื่อผ่อนคลายและฟื้นฟูตัวเอง”
ไม่ต้องขอโทษสำหรับการตั้งขอบเขต
การตั้งขอบเขตไม่ใช่เรื่องผิดหรือทำให้คุณดูเห็นแก่ตัว ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรักษาขอบเขตของตัวเองในความสัมพันธ์
- ตัวอย่าง: “ฉันต้องการเวลาไปออกกำลังกายตามที่วางแผนไว้ทุกเช้า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันสามารถยอมได้” — การตั้งขอบเขตในเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่รักคู่ของคุณ แต่เป็นการดูแลตัวเองเพื่อความสุขและสุขภาพที่ดี
การตั้งขอบเขตทางอารมณ์
การรักษาขอบเขตทางอารมณ์หมายถึงการหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ความรู้สึกของคู่ของคุณมีผลกระทบต่ออารมณ์ของคุณมากเกินไป
- ตัวอย่าง: ถ้าคู่ของคุณอารมณ์ไม่ดี หรือมีความเครียดจากงาน คุณไม่จำเป็นต้องรับรู้ความเครียดทั้งหมดนั้นเป็นของคุณ คุณสามารถบอกได้ว่า “ฉันเข้าใจว่าคุณเครียด แต่ในเวลานี้ฉันยังไม่สามารถช่วยได้”
การตั้งขอบเขตในเรื่องของการสัมผัส
ขอบเขตทางร่างกายก็สำคัญเช่นเดียวกับขอบเขตทางอารมณ์ บางคนอาจต้องการการสัมผัสที่มากกว่าคนอื่น หรือบางคนอาจต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากกว่า
- ตัวอย่าง: “ตอนนี้ฉันรู้สึกไม่พร้อมที่จะให้ใครมาแตะต้องร่างกายของฉันมากนัก อยากให้เราคุยกันด้วยคำพูดมากกว่า”
การใช้ภาษาที่ไม่ก้าวร้าว
ในการตั้งขอบเขต ควรใช้ภาษาที่เป็นมิตรและไม่ก้าวร้าวหรือทำให้คู่ของคุณรู้สึกถูกโจมตี
- ตัวอย่าง: ใช้คำพูดเช่น “ฉันรู้สึก… เมื่อ…” แทนการกล่าวหาว่า “เธอทำให้ฉันรู้สึก…” เพราะการตั้งขอบเขตที่ไม่ก้าวร้าวช่วยให้การสื่อสารราบรื่นและเข้าใจกันมากขึ้น
ยืนหยัดในขอบเขตที่ตั้งไว้
การตั้งขอบเขตไม่ใช่การแค่พูดออกไปแล้วก็ละเลย หากคุณตั้งขอบเขตแล้ว คู่ของคุณละเมิดขอบเขตนั้น ควรยืนหยัดและพูดถึงขอบเขตที่ต้องการ
- ตัวอย่าง: “ฉันได้บอกแล้วว่าไม่ชอบเมื่อคุณทำแบบนี้ และฉันอยากให้เราคุยกันด้วยความเคารพและไม่ข้ามขอบเขตที่เราตกลงกัน”
ยืดหยุ่นได้ แต่ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน
ขอบเขตไม่ได้หมายความว่าจะต้องคงที่ตลอดเวลา อาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์หรือความต้องการของทั้งสองฝ่าย แต่ควรมีขอบเขตที่ชัดเจนและยืดหยุ่นได้อย่างสมดุล
- ตัวอย่าง: “บางครั้งถ้าเรามีการวางแผนใหม่หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป ฉันยินดีที่จะปรับขอบเขตที่เราเคยตกลงกันไว้”
ประโยชน์ของการตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์
- ช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้น: การตั้งขอบเขตทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการและข้อจำกัดของกันและกัน
- สร้างความเคารพ: การตั้งขอบเขตช่วยสร้างความเคารพในสิทธิของแต่ละฝ่าย
- ทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงขึ้น: ความสัมพันธ์ที่มีการตั้งขอบเขตจะไม่ถูกทำลายด้วยการละเมิดสิทธิของกันและกัน
- ป้องกันความรู้สึกผิดหวังหรือขุ่นเคือง: การตั้งขอบเขตช่วยลดความขุ่นเคืองที่อาจเกิดจากการเข้าใจผิดหรือการละเมิดพื้นที่ส่วนตัว
สรุป
เข้าใจตัวเองให้ดี และ สื่อสารออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นเลือกที่จะฟังคู่สัมพันธ์ของตัวเองอย่างเปิดใจ จากนั้นหาตรงกลางระหว่างความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น แล้วชีวิตจะดีขึ้นแบบ 300% แน่นอน